ปัญหาที่ดินเกาะพงัน

พะงัน สนธยา งามตาสวยที่สุด มาเที่ยวสิครับ ประทับใจแน่นอน



ที่สุดของการเดินทางต้องมีจังหวะหยุดพักผ่อนบ้างจะมีสักกี่แห่งที่เมื่อเราหยุดพักแล้วรู้สึกดีมีความสุขอบอุ่นใจถ้าคุณคุณยังหาไม่พบที่นี่เลยครับ ... ที่นี่เกาะพะงันสวรรค์ของนักเดินทาง




เกาะพงันที่คนทั่วไปมองว่าเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่ในทางตรงกันข้ามยังมีสิ่งที่ถูกดึงดูดเข้ามายังมีสิ่งที่ผิดกฏหมายและศิลธรรมอันดีเข้ามาที่นี่อย่างมากมาย ตามที่จะระบายออกมาให้ทราบดังนี้.....


"ขอให้ดำเนินการบนพื้นฐานที่เป็นจริง"
จากกรณีการกระทำของมุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำทะเล ทำให้เกิดการทับถมของทรายเกิดเป็นพื้นดินขึ้นมามีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวประชาชนทุกคนควรจะได้ใช้ร่วมกัน แต่มีคนบางคนได้เข้าไปยึดครองจับจองเป็นของตัวเอง ได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง(ตามภาพ)และได้มีหนังสือจากนายอำเภอ(นายทวีศักดิ์ฯ) ให้ผู้บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ย้ายออกจากพื้นที่ที่บุกรุก และมีหนังสือขออุทธรณ์จากกำนันตำบลเกาะพะงันให้ผู้บุกรุกที่สาธารณะอยู่ทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตรวจสอบแล้วก็เงียบไป
เวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันจากการกดดันทางสังคม
หรือด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของนายอำเภอคนปัจจุบันและนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเพชรพะงัน ได้ทำหนังสือไปให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย ส่วนแยกเกาะพะงัน ทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง(นสล.)
สิ่งที่ต้องพิจารณา
1.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำไมไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่หลวงอย่างเคร่งครัด(พื้นที่ดังกล่าวเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วเป็นทะเล)
2.การทำการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เจตนาเพื่อให้ผู้บุกรุกได้ยื่นอุทธรณ์แล้วได้ขยายเวลาทำมาหากินอยู่ในพื้นที่ใช่หรือไม่
3.กำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำไมไม่ดูแลที่สาธารณะประโยชน์ให้ประชาชนได้ใช้ร่วมกัน ทำอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมที่นายอำเภอแต่งตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อให้ผู้บุกรุกเพียงไม่กี่คนใช้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
4.ทำไมผู้ที่เรียกร้องบนเกาะพะงันที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายของผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมและตัดไม้บนเกาะพะงัน แต่ไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่สาธารณะประโชยน์ที่ประชาชาชนควรจะได้ใช้ร่วมกัน
ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กินเงินภาษีประชาชน รับใช้ประชาชนบ้างไม่ใช่อิงแต่ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นเกาะพะงันต่อไปไม่มีที่ลงเล และฝนตกน้ำก็จะท่วมทันที ได้โปรดพิจารณาอย่าทำอะไรให้เข้าทางที่เขาวางไว้ครับ




ทำไมกรมป่าไม้ถึงได้ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กำหนดการใช้พื้นที่ จากป่าดงดิบและเป็นป่าต้นน้ำของเกาะพะงัน มาเป็นพื้นที่ประเภทชุมชนและเกษตรกรรม ในเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกับนายทุนในพื้นที่ แบบนี้แล้วป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนเกาะพะงันจะเหลืออะไร


จากกระแสการต่อต้านหรือคัดค้านการประกาศเขตอุทยานฯ ของประชาชนชาวเกาะพะงัน ซึ่งมีทั้งประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นข้าราชการการเมืองของเกาะพะงัน จะเห็นถึงความจริงจังในการที่ต้องการให้หน่วยงานของรัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวเขตของอุทยานให้ชัดเจน แต่จากแนวทางดังกล่าวมันอาจเป็นปลายเหตุแล้วก็ได้ เพราะถ้าย้อนไปจากการทำผังเมืองของชุมชนเกาะพะงัน ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ แต่ทำไมข้าราชการการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกผังเมืองได้นิ่งเฉยไม่สนใจ จากพื้นที่ป่าซีกตะวันตกของเกาะพะงันทำไมจึงได้กำหนดให้เป็นที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม(ให้ใช้ประโชยช์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือเกี่ยวข้องกับการเกษตรกรรม การอยู่อาศัย สถาบันราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเป็นส่วนใหญ่ สำหรับการใช้ที่ดินเพื่อกิจการอื่น ให้ใช้ได้ไม่เกินร้อยละสามสิบของแปลงที่ดินที่ยื่นขออนุญาต)ส่วนซีกตะวันออกกำหนดให้เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้
สิ่งที่น่าสังกตุ ทั้งๆที่ซีกตะวันตกเป็นเขตป่าของเขาบ่อคล้า เขากรูด และเขาตาหลวง แต่ที่ดินบริเวณดังกล่าวได้ตกไปอยู่ในมือของนายทุนหมดแล้ว ก่อนที่จะทำผังเมืองชุมชนข้อมูลต่างๆ ก็คงมาจากส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น และมีการประกาศตามขั้นตอนของการออก กฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมชุมชนเกาะพะงัน
จึงอยากถามว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ทำไมจึงเงียบปล่อยให้ผู้ต้องการผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวดพ้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของเกาะพะงันนั้นหรือ
ดังนั้นการแสดงออกอะไรให้มีความจริงใจที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของเกาะพะงันอย่างแท้จริง อย่าทำเพียงเพื่อหวังฐานเสียงของการเมืองก็เพียงพอ
ขั้นตอนการวางและจัดทำผังเมืองรวม/ชุมชนตามพระราชบัญญัติการผังเมือง
มี 18 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. สำรวจ กำหนดเขตผัง
2. วิเคราะห์ วางผังร่าง ปรึกษาส่วนผังเมืองและส่วนวิเคราะห์
3. ประชุมพิจารณาผังร่าง
3.1 ประชุมคณะกรรมการพิจารณาด้านผังเมือง (กรมฯ)
3.2 ประชุมคณะอนุกรรมการผังเมืองพิจารณาประสานงานวางและจัดทำผังเมืองรวม (อนุฯ ประสาน)
4. ประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
4.1 ประชุมคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม (ทปษ.)
4.2 ประชุมประชาชน
5. ประชุมคณะกรรมการผังเมือง (พิจารณาร่างผังเมืองรวม)
5.1 ประชุมคณะอนุกรรมการผังเมืองพิจารณางานวางและจัดทำผังเมืองรวม (อนุฯ วางผัง)
5.2 ประชุมคณะกรรมการผังเมือง
6. ปิดประกาศพร้อมกำหนด 90 วัน
7. รวบรวม ตรวจสอบ พิจารณาคำร้อง และแจ้งผลการพิจารณาคำร้องต่อผู้ร้อง
7.1 ประชุมคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม (ทปษ.)
7.2 ประชุมคณะกรรมการพิจารณาด้านผังเมือง (กรมฯ)
7.3 ประชุมคณะอนุกรรมการผังเมืองพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียที่ร้องขอแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ของผังเมือง (อนุฯ คำร้อง)
7.4 ประชุมคณะกรรมการผังเมือง
7.5 แจ้งผลการพิจารณาคำร้องต่อผู้ร้อง
8. จัดทำเอกสารเสนอกระทรวงมหาดไทย
9. เสนอคณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย
9.1 ประชุมคณะกรรมการร่างกฎหมายมหาดไทย
9.2 ประชุมกระทรวงมหาดไทย
10. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารับหลักการ
11. คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
12. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
13. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
14. กรมฯ จัดทำร่างกฎกระทรวงที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแล้ว
15. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งให้กระทรวงมหาดไทย
16. เสนอกระทรวงฯ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนาม
17. กรมฯ จัดพิมพ์แผนที่และแผนผัง
18. ส่งกฎกระทรวงไปประกาศราชกิจจานุเบกษา



กฎหมายเกี่ยวกับที่งอกก็มีฎีกา ก็เยอะ 
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษา และคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ก็มี
ท่านจะตีความอะไรอีกเล่าท่าน นายอำเภอเกาะพงันและคุณผู้ว่าได้ราชการเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานีฤาท่านจะปล่อยให้นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคุณเพชรพะงันขัดแย้งกับกำนันตำบลเกาะพะงันให้มากกว่านี้
ในห้างหุ้นส่วนจำกัดเมื่อท่านเป็นนายอำเภอและคุณผู้ว่าได้ราชการเป็นจังหวัดบางเรื่องที่มันเป็นหน้าที่ของพวกท่านโดยตรงทำไม ไม่ดำเนินการอย่างไรบ้างที่ทะเลเดิมในอ่าวศรีธนูซึ่ง ปัจจุบันเกิดเป็นหาดทรายขนาดใหญ่มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 120 ไร่ซึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ และการกัดกร่อนทับถมของทรายจนกลายเป็นหาดทรายขนาดใหญ่แทนที่ประชาชนคนทั่วไปจะได้มีสิทธิ์ใช้ ร่วมกันมีเพียงของคุณคนไม่กี่ของคุณคนเท่านั้นที่เข้าไปยึดครองสร้างรีสอร์ตเป็นของคุณตัวเอง
นายอำเภอของคุณคนแล้วของคุณคนเล่ามาแล้วย้ายส่วนคุณผู้ว่าได้ก็เช่นกันผัดกันไปมาเรื่อย ๆ จนปลดเกษียณสุดท้ายปฐมวัยต่างๆก็ทิ้งไว้ให้ของคุณคน ต่อไปและท้องถินแก้ปัญหา กันเองแบบนี้แล้วประเทศชาติจะเป็นอยางไร

ที่งอกริมตลิ่งหมายถึงที่ดินซึ่ง งอกไปจากตลิ่งซึ่งเวลาน้ำขึ้นตามปกติท่วมไม่ถึงทั้งต้องเป็นที่งอกที่เกิดจากธรรมชาติด้วย 
"มาตรา 144 ส่วนควบชิงทรัพย์หมายความ ว่าส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือ โดยจารีตประเพณีอหีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกออกจากกันได้นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลายหรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไปเจ้าของทรัพย์นั้น ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์ นั้น " 
" มาตรา 1308 บัญญัติว่าที่ดินแปลงใดที่เกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์ของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น " 
*** ที่ดินซึ่งถมลงไปในที่สาธารณะ สมบัติของแผ่นดินย่อมมิใช่ที่งอกริมตลิ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ 928/2501) 
*** ** ที่งอกริมตลิ่งจะต้องงอกไป จากริมตลิ่งมิใช่งอกจากที่อื่นเข้ามาหาตลิ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ 1187/2535) 
*** ที่งอกริมตลิ่งที่ถือว่าเป็นของ เจ้าของที่ดินตามมาตรา 1308 นี้จะต้องเป็น ที่งอกติดต่อเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดิน เดิมโดยไม่มีอะไรคั่นถ้ามีถนนหรือทางหลวงคั่นอยู่เจ้าของที่ดินเดิมนั้นจะอ้างว่าที่งอกนั้นเป็นของตนมิได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1769/2492 และ 4930/2539) 
**** * หรือแม้มีลำรางทางน้ำฝน ตกไหลคั่นก็ไม่ตกเป็นของเจ้าของที่ดินเช่นเดียวกัน (ที่ 524/2497 คำพิพากษาฎีกา) 
*** ถ้าที่ดินเดิมเป็นที่ดินมีโฉนดที่ งอกริมตลิ่งนั้นก็ถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน มีโฉนดเช่นเดียวกับที่ดินเดิมดังนั้น การครอบครองปรปักษ์ที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินที่มีโฉนดจึงต้องครอบครอง 10 ปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1382 (คำพิพากษาฎีกาที่ 696/2498 และ 2885/2535) ตลอดจนการซื้อขายที่งอกที่ เกิดจากที่ดินมีโฉนดก็ไม่จำเป็น ต้องรังวัดขึ้นทะเบียนที่งอกริมตลิ่งนั้นให้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเดิมที่เกิดที่งอกการซื้อขายเฉพาะที่งอกริมตลิ่งนี้จะต้องตกอยู่ภายในบังคับมาตรา 1456 วรรคแรกของประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ 1860/2539) 
## # ขอขอบคุณ Thailand ข้อมูลจากเนชั่คุณวิเนตรผาจันทา


ความแตกต่างระหว่างที่ราชพัสดุกับที่ดินสาธารณประโยชน์
ที่ราชพัสดุคือที่ดินและสิ่งปลูก สร้างอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิดเว้นแต่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์กระทรวงการคลังถือเป็นทรัพย์สินด้านอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลซึ่งมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการ แต่ถ้าที่ราชพัสดุแปลงใดไม่ ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือไม่ ได้สงวนไว้เพื่อประโยชน์ในราชการกรมธนารักษ์จะนำมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าหรือโดยวิธีการจัดทำสัญญาต่างตอบแทนอื่นนอกเหนือจา กการจัดให้เช่าก็ได้สำหรับการจัดหาประโยชน์ในลักษณะใดขึ้นอยู่กับสภาพทำเลของที่ราชพัสดุโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
ที่ดินสาธารณประโยชน์คือที่ดินที่ทางราชการได้ จัดให้หรือสงวนไว้เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามสภาพแห่งพื้นที่นั้นหรือที่ดินที่ประชาชนได้ใช้หรือเคยใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อนไม่ว่าปัจจุบันจะยังใช้อยู่หรือเลิกใช้ แล้วก็ตามอยู่ในความดูแลของนายอำเภอ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ซึ่งนายอำเภอกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจใช้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบ จากผู้ว่าราชการจังหวัดและปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายที่ดินหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด (ข้อ 7 แห่งระเบียบมท. ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกัน ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553) ในกรณีมีผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์นายอำเภอ มีหน้าที่โดยตรงในอันที่จะปกป้องรักษาที่สาธารณประโยชน์โดยต้องแจ้งให้ผู้บุกรุกออกจากที่สาธารณประโยชน์ก่อนเมื่อไม่ยอมออกถือว่ามีเจตนายึดถือครอบครองที่ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคสองทวิ
หัวเรื่อง: การรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ( น.ส.ล. ) 
1. เพื่อกำหนดขอบเขตหรือแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ชัดเจน 
2. เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่ตั้งขนาดรูปร่างและเนื้อ ที่ดินที่ถูกต้อง 
3 เพื่อป้องกันการบุกรุกเข้าทำประโยชน์โดย ไม่ถูกกฎหมายและลดข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดิน 
4. เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ เป็นหลักฐาน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น